วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552


อยากสูงและฉลาดต้องนอนหลับให้เพียงพอ
การนอนหลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตและสุขภาพที่ดี ผู้ใหญ่ควรนอนหลับให้ได้วันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยแต่สำหรับเด็ก ๆ ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้มากกว่าผู้ใหญ่
โดยเด็กประถมต้น (อายุ 6-8 ขวบ) ควรนอน 11 ชั่วโมง เด็กประถมปลาย (อายุ 9-11 ขวบ) ควรนอน 10 ชั่วโมง เด็กมัธยมต้น (อายุ 12- 14 ปี) ควรนอน 9.25 ชั่วโมง เด็กมัธยมปลาย รวมทั้ง ปวช. (อายุ 15-17 ปี) ควรนอน 8 ชั่วโมง
การนอนหลับให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของเด็ก ๆ เติบโตสูงขึ้น เพราะในเวลาที่เด็ก ๆ นอนหลับสนิท ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนชื่อ growth hormone ออกมา ถ้าเด็กนอนไม่พอ growth hormone จะถูกหลั่งออกมาน้อยกว่าปกติ
ส่งผลให้ตัวเตี้ย ไม่สูงเท่าที่ควรนอกจากนี้การนอนไม่พอยังส่งผลให้การเรียนตกต่ำ เนื่องจากความง่วงนอนทำให้การรับรู้ ความเข้าใจ สมาธิ การเรียนรู้สิ่งใหม่ การแก้ปัญหา และความจำลดน้อยลง การนอนไม่พอยังทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์รุนแรง มีพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิด ภูมิต้านทานต่ำ และเจ็บป่วยง่าย
กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่ผู้รับผิดชอบและผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการนอนหลับและหาวิธีแก้ไข ซึ่งการแก้ไขทำได้ไม่ยาก
เริ่มที่ให้ความรู้ ให้เด็กไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนให้เพียงพอ การนอนหลับมีความสำคัญเท่ากับอาหารและการออกกำลังกาย
เห็นถึงความสำคัญของการนอนหลับให้เพียงพอแล้ว มีการศึกษาพบว่าการงีบหลับเพียงระยะเวลาสั้น ๆ จะทำให้เด็กฉลาดขึ้น ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการรณรงค์ให้เด็กญี่ปุ่นงีบหลับเวลากลางวัน เพื่อความได้เปรียบทางสติปัญญามากว่า 3 ปีแล้ว และในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้บรรจุวิชาการนอนหลับในชั่วโมงการเรียนการสอนของเด็กในระดับมัธยมตอนปลายมา 2 ปีแล้ว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของการนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อที่เด็กไทยจะได้มีระดับสติปัญญาและความสูงได้มาตรฐานทัดเทียมกับเด็กในนานาประเทศ ???.
4 ปีในมหา’ลัย..ใช้ชีวิตอย่างไรให้คุ้ม?

ว่ากันว่าช่วงชีวิตแห่งการเป็นนักศึกษานั้น เป็นช่วงที่ความคิดจะถูกผูกติดให้เชื่อมโยงอยู่กับความฝัน ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่หลายคนมักจะเลือกใช้เวลาระหว่างวัยเรียน ตักตวงหาประสบการณ์ต่างๆ ก่อนออกไปใช้ชีวิตจริงในสังคม และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเสียดายโอกาสที่มีค่ากันภายหลัง เพราะเงื่อนไขแห่งกาลเวลาที่ถูกตั้งกฎไว้ว่า “ไม่สามารถย้อนกลับมาได้” สี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย(บางคนอาจมากกว่านั้น) เราจะใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างไรให้คุ้มค่า? ลองฟังทัศนะกันดู

เริ่มต้นที่คนแรก กับหนุ่มนักกิจกรรมที่คอนเฟิร์มว่าเขาใช้ชีวิตนักศึกษาแบบสุดคุ้ม กับตำแหน่ง นายกสโมสรนักศึกษา 2 ปีซ้อน นักกีฬามหาวิทยาลัย ทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนอย่าง “ย้ง-กิตติโรจน์ อัศวอารีย์” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่เห็นว่าการใช้ชีวิตนักศึกษาให้คุ้มแนวทางหนึ่ง คือ ต้องทำกิจกรรม ซึ่งนอกจากการเป็นนักกิจกรรมที่ย้งทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงานรับน้อง กิจกรรมค่าย การดูแลชมรม ให้อยู่ในกรอบและระเบียบต่างๆ แล้ว ย้งยังแบ่งเวลาสำหรับซ้อมกีฬา และวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังทำงานเป็นครูสอนพิเศษไปด้วย

“การทำกิจกรรมแม้บางครั้งจะเหนื่อย แต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน เพราะได้ประสานงานทั้งนักศึกษา อาจารย์ รวมถึงผู้บริหาร ทำแล้วผมมีความสุข และได้ประโยชน์กับตัวเองด้วย เช่น การเข้าหาผู้ใหญ่ การปรับตัว การฝึกความอดทน และที่สำคัญสุด ตรงนี้เป็นความทรงจำที่ดีของเรา และยังสามารถนำประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลายไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ด้วย”ย้งขยายความ

ย้ง และย้ำด้วยว่า การทำกิจกรรมช่วยให้เขาได้พัฒนาตัวเองหลากหลายด้าน เพราะเขาเองก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงานจากผู้อื่นด้วย แต่ที่สำคัญการทำกิจกรรมจะต้องไม่ไปเบียดเบียนเวลาเรียนจนทำให้ต้องเสียการเรียน

ขณะที่ “ออย-ธารทิพย์ พ่อค้า” บัณฑิตหมาดๆ จากคณะแพทยศาสตร์ รั้วแม่โดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมเหมือนคนอื่น แต่ก็ใช้เวลาเรียนอย่างจริงจัง และทุ่มเทถึง 6 ปีในการสั่งสมความรู้ ออย เล่าถึงการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างคุ้มค่าของตนเองว่า เที่ยวเล่นสนุกสนาน แต่ก็เรียนอย่างหนัก และยึดหลักการแบ่งเวลา “จริงๆ อยากเรียนนิเทศศาสตร์มากๆ เพราะเข้ากับตัวเองมากกว่าการเรียนหมอที่ดูเครียด แต่แม่อยากให้เรียนหมอ สุดท้ายเราตัดสินใจเชื่อแม่ จากนั้นจึงคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเรื่องเรียนเป็นหน้าที่ของเรา อย่าทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ซึ่งระหว่างนั้นก็มีทั้งเรียนทฤษฎีและฝึกงาน ซึ่งจากเดิมช่วงเรียนทฤษฎีหนักๆ เราก็ยังเฉยๆ กับการเรียน แต่พอช่วงฝึกงานได้ฝึกอยู่แผนกสูตินารีเวช ได้ทำงานกับเด็ก ก็รู้สึกชอบและตักตวงความรู้ได้มากกว่าเดิม ”

ถึงวันนี้ “ออย” ปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลในถิ่นบ้านเกิดที่ จ.อ่างทอง โดยออยแนะถึงเทคนิคง่ายๆ ในการเรียนว่า ต้องพยายามตักตวงความรู้ให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องรู้ลิมิตของตัวเอง อย่าปล่อยให้ตัวเองคร่ำเคร่งกกับารเรียนมากเกินไป

“สำหรับออย หากวันไหนขี้เกียจก็พักผ่อน เที่ยวเล่นปกติ แต่ต้องแยกแยะหากวันไหนเรียนก็จะจริงจัง และตั้งใจเรียน”

ขณะ “แนน-วิณุรา มหามิตร” บัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่า จะต้องไม่เสียดายภายหลังที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นๆ เพราะขณะที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อน เช่น การออกค่าย หรือกิจกรรมอื่นๆ

“ช่วงเรียนปริญญาตรี แนนทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย จึงไม่ได้ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย หรือของคณะ ประกอบกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ชั้นเรียนที่เรียนไม่ได้เรียนกันแค่ห้องเดียว แต่เป็นการเรียนรวมทำให้มีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยค่อนข้างน้อย เราจึงสนิทกับเพื่อนช่วงมัธยมมากกว่า ทำให้เสียดายประสบการณ์ที่เราควรจะมีในช่วงวัยเรียน”

อย่างไรก็ตาม แนนตั้งใจว่าจะแก้ตัวในช่วงที่เธอศึกษาปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้ว่าจะไม่สนุก และมีสีสันเท่าชีวิตในช่วงปริญญาตรีก็ตาม
เอาล่ะทุกคนชาวรั้วมหาวิทยาลัยได้ฟังอย่างนี้แล้ว อย่างไรก็ดี ไลฟ์ ออน แคมปัสขอแนะเลยแล้วกันว่า อย่าลังเลที่จะใช้ชีวิต 4 ปีในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่า อะไรที่ยังไม่ได้ทำ ฝันไหนที่ยังไม่ได้ตามหาอย่ามัวแต่ลังเล รีบปรี่เข้าไปทำตามฝัน จะได้ไม่ต้องมานั่ง “เสียดาย”ในภายหลังเหมือนหลายๆคน... แล้วจะหาว่าแคมปัสไม่เตือน และสำหรับใครที่มีประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่สุดแสนประทับใจ และทรงคุณค่า อยากนำความทรงจำดีๆ มาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ต่างมหาวิทยาลัย ส่งเรื่องราวมาได้ที่



ในการทำงานนั้น หนึ่งในความเครียดที่ทุกคนต้องเผชิญเป็นประจำคือ การทีงานมากกว่าเวลาที่มี หรือว่า ความรู้สึกที่ว่าเวลาน้อยจนไป เวลาก็เหมือนกับทรัพยากรอื่นที่มีจำนวนจำกัด จึงต้องใช้ไห้อย่างคุ้มค่าที่สุด เมื่อเรามำงานได้ทันตามเวลาที่กำหนด แน่นอนครับความเครียดก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งผลสุดท้ายที่ได้คือสุขภาพกายและใจ ที่จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าคุณเป็นคนนึงที่รู้สึกว่าเวลาทำงานน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับงานที่ได้รับมอบหมาย ทรือแค่อยากจะใช้เวลาทำงานที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากขึ้น คุณไม่ได้คิดแค่คนเดียวหรอกครับ มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่คิดอย่างนี้ครับ เราทุกคนต้องการที่ทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่เท่าเดิม เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การทำงาน การบริหารเวลานั้น ที่จริงแล้วคือการที่คุณบริหารตัวคุณเองนั่นแหละครับ มันเป็นเรื่องของการสร้าง commitment การจัดการ และการมุ่งสู่เป้าหมาย และใช้เวลาให้คุ้มค่าอย่างที่สุดและนี่คือคำแนะนำนะครับ ที่จะช่วยให้คุณ activeมากขึ้น และมีความคิดที่ proactive เกี่ยวกับการใช้เวลา



1- จัดทำรายการ to-do list เริ่มต้นด้วยการ เขียนรายการสิ่วที่ต้องทำ (to-do list) หรือรายการสิ่งที่ควรจะทำเอาไว้ แล้วพยายามทำให้เป็นนิสัยนะครับ อันนี้รวมถึง การแบ่งแยกรายการ่างๆ ออกเป็นงานแบบเร่งด่วน กับงานธรรมดาที่ไม่ด่วนมาก เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่มีทางพลาดรายการอะไรที่จำเป็นสำหรับคุณไปเลย และไม่ว่าคุณจะไปไหน ให้พกติดตัวไปด้วยนะครับ คุณอาจจะลงบันทึกไปใน palm หรือว่า pocket pc หรือว่า agenda เล่มโปรด ก้แล้วแต่ความถนัดนะครับ ประเด็นคือ ให้ update ให้บ่อย และพยายามทำตามที่จดไว้นะครับ นอกจากนี้ ถ้าคุณมีโครงการ หรือว่างานอะไรก็ตามที่ต้องใช้เวลานานพอสมควร ให้แบ่ง ยroject นั้น ออกเป็นงานย่อยๆ ที่คุณสามารถแบ่งเวลามาทำได้ ถึงแม้ว่าคุณจะมีเวลาว่างเพียงช่วงสั้นๆ


2- แบ่งเวลา เริ่มต้นตั้งแต่ การประมาณการเวลาที่คุณจะใช้ในแต่ละงาน ให้ออกมาเป็นตัวเลขกลมๆ เลยนะครับ อาจจะเป็น 10 นาที หรือ 3 ชั่วโมง และสรุปด้วยวันที่ที่คุณคาดว่า งานนั้นจะต้องเสร็จ โดยเฉพาะงานที่ไม่มีลำดับงาน ก่อนหน้า หรือว่าต้องรอทำงานต่อจากนี้ คุณสามารถที่จะใช้เวลาว่างๆ ในช่วงที่คุณไม่คาดคิดทาก่อน ยกตัวอย่างนะครับ คุณสามารถใช้เวลาว่างระหว่างคอยการประชุม นั่งค้นหาข้อมูลจาก internet


3- กำหนดวัน deadline ในแต่ละงาน และพยายามทำให้ได้ การกำหนด deadlines ในแต่ละงานนั้น ให้กำหนดตามที่คิดว่าเป็นไปได้นะครับ และความจำเป็นของงานนั้นๆ ไม่ได้ง่าย หรือว่ายากจนเกินไป และจะต้องพยายามทำให้ได้นะครับ ไม่ใช่ ตั้งไว้เฉยแล้วไม่ทำตาม คุณเคยสังเกตุไม๊ครับว่า คุณทำงานได้เร็วมากแค่ไหน ไม่ว่าการอ่าน หรือว่าทำงานเอกสาร การมอบหมายงาน หรือการตัดสินใจในเรื่องๆใดๆก็ตาม คุณมักจะทำได้เร็วกว่าปกติเสมอ ถ้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดลาพักร้อน และคุณต้องจัดการงานทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่คุณจะหยุดไป ก็เหมือนกับงานทั่วไปแหละครับ ไม่ว่าคุณมีเวลานานมากแค่ไหน 3 เดือน หรือ 3 วัน คุณก็จะใช้เวลาสั้นๆ ก่อนที่จะครบกำหนดมาจัดการงานนั้นๆ และเชื่อไม๊ครับ มันก็เสร็จทันเวลาทุกครั้งไป แต่ช่วงที่คุณกำลังปั่นงานนั่นแหละครับ เป็นช่วงที่คุณมีความเครียดค่อนข้างมาก สิ่งที่เราจะบอกคือ เมื่อมีกำหนดวันเสร็จของงาน คุณก็จมีความครียดมากขึ้น แต่นั้นก็ทำให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน หลีกเลี่ยงการเสียเวลา


4- ใช้เวลาอย่างฉลาด เลือกที่จะ check mail ให้เป็นเวลานะครับ แล้วให้ voice mail รับสายแทน ถ้าคุณอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่อยากให้ใครมากวน และอยากให้งานนั้นเสร็จโดยเร็วที่สุด ในเวลา 1 -2 ชั่วโมง และถ้าเป็นไปได้นะครับ ไม่ควรที่จะหยิบเอกสาร หรือว่า email มาอ่านซ้ำโดยไม่จำเป็น ดังนั้น อย่าเปิดเอกสาร หรือ check mail จนกว่าคุณจะแน่ใจว่า คุณมีเวลามากพอที่จะอ่าน และจัดการกับมัน ไม่ว่าจะเป็น การตอบ forward ไปให้คนที่เหมาะสม จัดเก็บเข้า หรือว่าสมควรที่จะลบทิ้ง


5- ทำทุกอย่างให้เป็นระเบียบ จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย จัดเก็บงานเอกสาร ทั้งที่เป็น hard copy และ soft copy ที่อยู่ในเครื่องคุณ ให้มีความเป็นระเบียบ และง่ายต่อการค้นหา ทั้งนี้รวมถึง e-mail ด้วยนะครับ คนเราใช้เวลาค่อนข้างมาก ในการที่จะจัดหาเอกสารหรือว่าข้อมูล ที่เรารู้ว่าเรามี แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ก็คงเหมือนที่ Benjamin Franklin พูดเอาไว้นะครับว่า: "A place for everything, everything in its place." (ผมขอไม่แปลนะครับ)


6- Stay o?n task ให้เตรียมกล่อง หรือว่าถาดสำหรับใส่เอกสาร ไว้ที่โต๊ะนะครับ แล้วติดไว้ด้วยคำว่า กล่องรับเอกสาร ให้เอกสารทุกอย่างที่ใครๆก็ตามอยากส่งถึงคุณ ให้ใส่ลงมาในนี้ให้หมด ดังนั้นเอกสารทุกอย่างจะไม่กระจัดกระจาย และคุณสามารถนำมาจัดการได้ทันทีที่มีเวลาว่าง เพราะฉะนั้น เมื่อมีใครมาตามงาน คุณจะได้รู้ทันทีว่า งานนั้นถึงไหนแล้ว อ่านหรือยัง และถ้ายังคุณจะได้รู้ว่าอยู่ในกล่องนั้น โดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลารื้อโต๊ะ นั่นจะมีเวลาให้คุณทำงานของคุณเพิ่มมากขึ้น



7- เลี่ยงการถูกรบกวน ปิดประตูห้องทำงานบ้างนะครับ ถ้าคุณเป็นพวกที่ทำงานอยู่ในห้อง เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะเปิดห้องตลอดเวลา แม้ในขณะที่คุณกำลังทำงานเร่งด่วน เพราะถ้าคุณทำงานด่วน ที่สำคัญอยู่นั้น การได้รับการรบกวนขณะที่ทำงาน คุณจำทำงานได้ช้าลง และคุณก็ไม่มีสมาธิ ที่จะฟังปัญหาของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ ดังนั้น ถ้ามีเพื่อนร่วมงานเดินมาหาคุณที่โต๊ะ ในขณะที่คุณกำลังยุ่งอยู่แล้วละก็ ให้ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ แล้วอธิบายให้อีกฝ่ายทราบว่าคุณกำลังยุ่งอยู่ และขอให้นัดหมายเวลาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ให้คุณทำงานที่คุณทำอยู่ให้เสร็จเสียก่อน และการลุกขึ้นยืนพูดในทางจิตวิทยา เป็นการยืนยันถึงคำพูดคุณว่าคุณหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ เรียนรู้และทำงานแบบ teamwork


8- ร่วมมือ และช่วยเหลือกัน เพื่อนร่วมงานของคุณ คาดหวังว่างานของคุณจะเสร็จตามกำหนดเวลา เหมือนกับที่คุณคาดหวังจากพวกเค้าเช่นกัน ดังนั้นพยายามให้แน่ใจว่างานของคุณจะทันเวลา นะครับ แต่เพื่อเป็นการปลอดภัยไว้ก่อน พยายามเผื่อเวลาเอาไว้บ้างในแต่ละงาน สำหรับปัญหา หรือว่า สิ่งเราไม่ได้คาดคิดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการสื่อสาร หรือการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลา สมมติถ้าคุณมีงานที่จะต้อง present ในวันที่ 25 พยายามทำให้เสร็จ หรือว่ากำหนด deadline ให้กับตัวเองในวันที่ 23 เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดที่อาจจะมีปัญหากับการทำงานของคุณ


9- เลี่ยงการติดตามงานที่ไม่จำเป็น ถ้าคุณได้มีการ มอบหมายงานหรือว่าหน้าที่ ไปให้กับคนอื่นๆแล้ว ก็ไว้ใจกับที่ได้รับมอบหมายไปเถอะครับ นอกจากคุณจะได้รับมอบหมายเป็นพิเศษให้ติดตามงานนั้น ทั้งนี้ในทางปฏิบัติแล้ว คนเป็จำนวนมาก เสียเวลาไปกับการฟัง หรือว่าอ่านรายงาน ทั้งๆที่งานนั้นไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ถ้าเพื่อนร่วมงานของคุณ ทำงานวิจัยหรือว่าหรือว่างานอะไรก็เถอะครับ ถ้างานนั้นไม่มีผลกระทบต่อการทำงานในทุกๆวันแล้วละก็ คุณควรจะแสดงความสนใจในงานนั้น ด้วยการใช้คำพูดให้กำลังใจ หรืออาจจะพูดคุยวักถามช่วง coffe break หรือว่าช่วงเวลาอาหารกลางวัน แค่นั้นก็น่าจะพอครับ


10- เลือกประชุม พิจารณาถึงการประชุม ทุกทุกเรื่องที่คุณต้องเข้าประชุมอย่างรอบคอบ ในแง่ว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีคุณ แน่นอนครับ ถ้าคิดว่าจำเป็น ก็ให้ลงไว้ใน agenda ของคุณ แล้วเตรียมตัวให้พร้อม แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องมีส่วนร่วม ลองเข้าไปคุยกับนายของคุณเป็นการส่วนตัว ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คุณจะไม่เข้าประชุมนั้นๆ เพื่อหันไปทำงงานอื่น ที่จะมีประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า


11- คิดใหม่ การที่คุณมีโครงการ หรือว่างานใหม่อยู่ในมือ หรือว่าดูแลอยู่เสมอ อย่างน้อย 1 งานนั้น จะช่วยทำให้ทักษะของคุณก้าวหน้า หรือว่าแหลมคมอยู่เสมอ และถ้าคุณทำได้ อาจจะมากกว่านั้น คือ 2-3 โครงการก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก เพราะนั่นจะทำให้ สมองได้ คิดอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง ลำดับความคิด หรือว่า logic ในการคิดต่างๆก็จะเปลี่ยนตามไป ตาม ธรรมชาติของงานแต่ละชิ้น นั้นหมายถึงว่าสมองคุณจะได้ใช้ทักษะมากขึ้น ในแง่มุมที่ต่างกัน และได้ทำงานได้อย่างเต็มที่


12- เลือกงานอย่างระมัดระวัง พยายามที่จะเลือก และทำงาน ที่คุณคิดว่ามีคุณค่าต่อองค์กรที่คุณทำงานอยู่ และต้องเป็นงานที่คุณจะใช้ความสามารถที่คุณมีได้อย่างเต็มที่ บางทีหรือว่าบางครั้งมันก็เป็นการดีเหมือนกันนะครับ ที่คุณจะปฏิเสธ หรือว่าไม่ยอมรับข้อเสนอ ที่คุณจะได้รับงานมอบหมายให้เพิ่มมากขึ้นจากเดิม จากงานปกติที่คุณทำอยู่แล้ว-- นักธุรกิจ ที่ขึ้นว่าประสบ ความสำเร็จนั้น ทุกคนรู้ว่าบางครั้งเราจำเป็นที่จะต้องพูดคำว่า "ไม่" ก่อนอื่น ให้เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองนะครับว่า "งานนี้จะมีส่วนช่วยให้ คุณก้าวหน้าในอาชีพการงานหรือเปล่า " และ "และคุณมีเวลามากพอที่จะทำงานที่ ได้รับมอบหมาย ให้เสร็จตามกำหนดเวลา หรือไม่"


13- หยุดผลัดวันประกันพรุ่ง มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะ ผลัดหรือว่าเลื่อนงานที่ตัวเองไม่ชอบออกไปเรื่อยๆ เริ่มต้นการแก้ด้วยการจัดรายการงานที่น่าสนใจ ที่คุณชอบ ให้เป็นรายการต่อไปถัดจากรายการที่แสนจะน่าเบื่อ หรือถ้าคุณเป็นพวกที่เกลียดงานเกี่ยวกับตัวเลข หรือว่างานบัญชี ลองจัดให้งานพวกนี้อยู่เป็นรายการแรกๆของวันที่คุณต้องทำ ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาเช้า เป็นช่วงเวลาที่คุณมีพลังงานอย่างเหลือเฟือ และมีโอกาสที่จะถูกกวนขณะทำงานน้อย ถ้าคุณยังมีนิสัยที่จะเลือนงานออกไปเรื่อย จนถึงวันที่กำหนดไปแล้ว อยู่เป็นประจำ ถึงเวลาแล้วละครับ ที่คุณควรที่จะใช้เวลามานั่งพิจารณาถึงตัวคุณกับงานที่ทำอยู่ มองถึงเป้าหมายในการทำงาน ความสนใจส่วนตัว เพราะว่าจริงๆแล้ว นิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความที่คุณไม่พอใจ กับสิ่งที่คุณทำอยู่


14- ให้รางวัลกับตัวเอง การบริหารเวลานั้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องเกี่ยวกับงานเท่านั้น มันยังเกี่ยวข้องไปถึง เวลาทุกอย่างที่คุณใช้ไป ไม่ว่าเวลาที่คุณต้องการพักผ่อน หรือเวลา ที่คุณต้องใช้ไปในการ เติมไฟให้กับตัวคุณเอง ให้รางวัลกับตัวเอง เมื่องานแต่ละชิ้นสิ้นสุดลง อาจจะเป็นรางวัลง่ายๆเช่น การให้ช่วงเวลาที่หยุดพักออกไป coffe break หรือวางแผนที่จะไปพักผ่อนเมื่อ project ใหญ่ของคุณจบลง
















วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552





ใครที่เคยบอกว่า ดื่มกาแฟ ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ เปลี่ยนความคิดบ้างอะไรบ้างก็น่าจะดี 6 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาแฟ ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้ แต่รู้ไว้ได้เปรียบมากมาย
1.ใครบอกว่า การดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ ส่งผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน ความคิดเหล่านี้จะเปลี่ยนไป เพียงคุณดื่ม กาแฟ วันละ 1-2 ถ้วย

2.ไม่เชื่อใช่ป่ะ...ว่า กาแฟช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาจะช่วยเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาท ี่ต้องใช้เวลานาน เพราะฉะนั้น ดื่มกาแฟซิ

3.ดื่มกาแฟน้อยๆ แต่ นานๆ หากคุณต้องการดื่มเพราะแก้ง่วง แทนที่จะดื่มมันทีเดียวหมดแก้ว เปลี่ยนใหม่เป็นในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล.) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

4.ไม่น่าเชื่อว่า ความมหัศจรรย์ของกาแฟ กลายเป็นว่าดีกว่าไวน์และชาสมุนไพร...เพราะเมล็ดกาแฟ มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพร และไวน์แดง ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่ม อื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อ นั้นก็ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ

5.เดี๋ยวจะหาว่า มีแต่ข้อดี เพราะฉะนั้นระวังไว้นิดก็ดี...องค์ประกอบหลักของกาแฟ คือ สารกาเฟอีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือเต้นผิดปกติในบางครั้ง และเพิ่มความดันโลหิต งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันใ นผู้ที่มียีนขจัดกาเฟอีนช้า ทำให้กาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดกาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็ จะไม่มีผล

6. สุดท้าย ดีแคฟ...ไม่ช่วยอะไร ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดกาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดกาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้า งแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดกาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซ ึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย ดังนั้น การดื่มดีแคฟนอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้ว ยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วยก็

อย่าลืมนะว่าถ้าคุณอยากดื่มให้ได้ประโยชน์ก็ต้องเลือกในปริมาณ และรสชาติที่เหมาะสม และพอดี แล้วคุณจะมีความสุขกับกาแฟแก้วโปรดไปอีกนานๆ


ยกย่องนมช็อกโกแลต เป็นเครื่องดื่มเสริมพลัง


เกร็ดความรู้ ใหม่ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการออกมาบอกว่า หลังการออกแรงเสียเหงื่อมามากควรดื่มนมช็อกโกแลต เพราะนมช็อกโกแลตจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว


หลังการออกแรงเสียเหงื่อมามาก ไม่ว่าจะเล่นกีฬาหรือทำงานหนักอะไรก็ตาม ทราบหรือไม่ว่าเราควรจะดื่มเครื่องดื่มชนิดใดเพื่อไปทดแทน


"นมช็อกโกแลต" เป็นคำตอบสุดท้าย อัลเธีย ซาเนโคสกี นักโภชนาการด้านกีฬา จากเพนน์-ซิลวาเนีย ให้คำแนะนำ โดยเธออธิบายว่าบางคนอาจจะดื่มน้ำ บางคนหันไปหาเครื่องดื่มเกลือแร่ไม่ใช่เพื่อแก้กระหายแต่เพื่อทดแทนการเสียน้ำและเกลือแร่


แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายรายเริ่มจะเชื่อว่าคนเราต้องการอย่างอื่นด้วยหลังจากการออกแรงอย่างหนักๆ มาแล้ว เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวโดยเร็ว คนเราต้องการโปรตีนที่กลับไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ สิ่งนั้นก็คือนมช็อกโกแลตนั่นเอง


เครื่องดื่มที่เป็นของชอบของเด็กๆ ชนิดนี้ยังเป็นแหล่งแคลเซียมอันอุดม และอาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการอยู่ทีเดียวหลังจากออกแรงอย่างหนักมาแล้ว


ซาเนโคสกียังบอกว่า การดื่มน้ำก็เป็นทางเลือกที่เยี่ยมมากในการทดแทนการเสียน้ำ แต่หลังจากนั้นแล้วสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คือการเติมพลัง ดังนั้นนมช็อกโกแลตจึงเป็นคำตอบที่น่าสนใจ


นมช็อกโกแลตแตกต่างจากนมธรรมดาตรงที่มีน้ำตาลเพิ่มเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นทางที่ดีในการทดแทนคาร์โบไฮเดรตได้ด้วย แต่เนื่องจากการดื่มนมจะทำให้ได้แคลอรี่เพิ่มขึ้น จึงน่าจะดีกว่าหากเราเลือกดื่มนมไขมันต่ำ หรือนมปลอดไขมันในปริมาณที่เหมาะสม
โรคอินเทรนต์ 5 โรค

อันดับที่ 1: โรคเครียด

จากผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2549 คนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเครียดในระดับสูงมากถึง 8% เครียดระดับปานกลาง 33% และเครียดระดับน้อย 57% หนุ่มสาวในช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งกำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีสถิติสูงที่สุด ความเครียดส่งผลให้นอนไม่หลับเลยวิตกกังวล จนกระทั่งอาเจียน เครียดลงกระเพาะอาหาร ปัสสาวะบ่อยจนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นไมเกรนหรือลุกลาม ถึงขั้นเป็นโรคหัวใจ ส่วนผลกระทบทางด้านจิตใจ เช่น เกิดความกังวลตลอดเวลา ลนลานอย่างหนัก กังวลจน สมาธิไม่มี อารมณ์เสีย หงุดหงิด ฯลฯ หากปล่อยทิ้งไว้นานจะพัฒนาไปสู่โรคเครียดเรื้อรังได้

*เปลี่ยนพฤติกรรม…กำจัดโรคร้าย : ผ่อนคลายความเครียดทางร่างกาย เริ่มง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จะช่วยให้การทำงานของระบบเลือดหัวใจ และสมองดีขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ ลดคาร์โบไฮเดรต และแอลกอฮอล์ หรือจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ เช่น จัดให้มีมุมนั่งเล่นในสวนสวย มุมทำสมาธิ มุมรับประทานอาหารว่าง มุมดูหนังฟังเพลง บริการนวดคลายเครียดในที่ทำงาน




อันดับที่ 2: โรคระบบทางเดินหายใจ

มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด ไซนัส หวัด ภูมิแพ้ องค์การอนามัยโลกรายงานว่า โรคที่คร่าชีวิตคนทำงานมากที่สุดในปัจจุบันคือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โดยมีอัตราเสี่ยงสูงถึง 10% ของคนทั้งโลก นอกจากนี้รายงานทางการแพทย์ของไทยยังพบว่าคนกรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยภูมิแพ้สูงถึง 50% ต้นเหตุ แห่ง มลพิษก็มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ไอเสียจากรถยนต์ที่มีปริมาณ มากขึ้นทุกวัน อาการเบื้องต้นจะเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย โดยไม่ได้มาจากการเจ็บป่วย หายใจไม่สะดวก ป่วยกระเสาะ-กระแสะ เหมือนเป็นไข้หวัดตลอดเวลา คัดจมูก น้ำมูกน้ำตาไหล แต่ไม่มีไข้

* เปลี่ยนพฤติกรรม…กำจัดโรคร้าย : เราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลารถติด พักอาศัยอยู่ในที่อากาศถ่ายเทหรือไปสูดอากาศนอกเมืองบ้าง และออกกำลังกายเป็นประจำ


อันดับที่ 3: ความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อ

การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้ตาพร่ามัวรังสีจากหน้าจอทำให้กล้ามเนื้อตาตึงเครียด อาการเหล่านี้หากทิ้งไว้นานจะมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย กล้ามเนื้อเมื่อยล้าเป็นอาการเครียดของกล้ามเนื้อเมื่อใช้งานต่อเนื่องนานๆ เช่น การกดแป้นคีย์บอร์ด ทำให้ข้อกระดูกนิ้วเสื่อม กล้ามเนื้อไหล่ตึง และเจ็บปวด การขยับเมาส์ไปมาทำให้ปวดกระดูกข้อมือ อาจเกิดพังผืดที่โพรงเส้นประสาทข้อมือหรืออุโมงค์ข้อมือ หากทิ้งไว้นานอาจ ปวดเรื้อรังถึงขั้นพิการ

*เปลี่ยนพฤติกรรม…กำจัดโรคร้าย : อาการเหล่านี้บรรเทาด้วยการพักสายตา หลับตาหรือมองต้นไม้ใบหญ้าจะช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาได้ อาการเกี่ยวกับข้อมือ ควรพักข้อมือ รับประทานยาแก้ปวด ถ้าอาการหนัก อาจต้องสวมอุปกรณ์ประคองข้อมือ หรือฉีดยาเพื่อลดอาการเจ็บปวด อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาได้คือ ปรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะกับสรีระ เช่น ใช้แผ่นป้องกันแสง เพื่อป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอถนอมสายตา ควรปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะกับช่วงแต่ละเวลาด้วย ขณะใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ให้วางท่อนแขนขนานกับพื้น มีแผ่นรองข้อมือเพื่อช่วยลดการเคลื่อนไหวและการเสียดสี ปรับระดับเก้าอี้ให้นั่งสบาย ขาตั้งฉากกับพื้น ซึ่งถือเป็นท่าที่ถูกต้อง


อันดับที่ 4: โรคนอนไม่หลับ

การนอนไม่หลับ นอนหลับยาก นอนหลับๆ ตื่นๆ หรือสะดุ้ง ขึ้นมาและนอนหลับต่อไม่ได้ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อาหาร รูปแบบการใช้ชีวิต การเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด ความกังวล ฯลฯ คนส่วนใหญ่ มักเป็นอยู่ 2-3 วัน แล้วจะหายไปเอง แต่บางรายที่นอนไม่หลับเป็นระยะเวลานานติดต่อกันเป็นสัปดาห์ขึ้นไป หากปล่อยไว้นานๆ จะมีอาการเรื้อรัง กระทั่งส่งผลเสียร้ายแรงต่ออารมณ์ ความจำ การตื่นตัว ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา และไม่มีแรง บางครั้งกลายเป็นโรคซึมเศร้าด้วย

*เปลี่ยนพฤติกรรม…กำจัดโรคร้าย : เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น พยายามนอนและตื่นเวลาเดิมทุกเช้า ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม ออกกำลังกาย ผู้ที่วิ่งหรือออกกำลังกายวันละ 40 นาที จะหลับลึกนานกว่าคนทั่วไป แต่ถ้าหากเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ และรู้สึกง่วง อ่อนเพลีย จนไม่สามารถทำงานได้ หลับบ่อยครั้งในระหว่างวัน ควรไปพบแพทย์



อันดับที่ 5: โรคปลายประสาทอักเสบ

เกิดจากความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย เป็นผลจากโรคเครียดและกล้ามเนื้ออักเสบ การได้รับสารพิษ หรือโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนั่ง ยืน หรือท่ายกของอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแต่บริเวณคอ ลงไปที่ไหล่ เรื่อยถึงกระดูกสันหลัง และช่วงเอว ทำให้ทรงตัว ไม่ได้ ร่างกายอ่อนปวกเปียก ชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า หากปล่อยไว้กล้ามเนื้อจะลีบ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ โรคนี้พบบ่อยในคนทำงานนั่งโต๊ะ รวมทั้งคนที่อาศัยในเขตอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณที่มีมลพิษหนาแน่น

* เปลี่ยนพฤติกรรม…กำจัดโรคร้าย : ป้องกันได้โดยการนั่ง ยืน เดิน ในท่าที่ถูกต้อง นวดคลายกล้ามเนื้ออยู่สม่ำเสมอ อยู่ในที่ที่สภาพแวดล้อมดี อากาศดี

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552



นักวิจัยร้องเตือนว่า พวกภาชนะที่ทำด้วยพลาสติกอาจจะเป็นพิษภัยแก่สมองจนถึงตายได้ เพราะสารเคมีที่ใช้ ทำให้การทำงานของสมองเกี่ยวกับการเรียนรู้ และความจำเสื่อมโทรมลง เป็นต้นเหตุของโรคสมองเสื่อม หรือภาวะซึมเศร้าอย่างหนึ่ง

นายเนียล แมคลัสกี นักวิจัยมหาวิทยาลัยกูเอลฟ์ ชานนครโตรอนโตได้ เปิดเผยว่า โรงงานทำขวด ภาชนะพลาสติก แม้กระทั่งฟันปลอมทั่วทั้งโลก ต่างใช้สารเคมี ที่มีชื่อว่า “ไบสฟีนอล เอ.” เรื่องที่น่าวิตกก็คือ สารนั้นอาจจะซึมหรือ ละลายปนอยู่ในอาหารแข็งหรือเหลวที่ บรรจุอยู่ได้ และเมื่อกินเข้า มันจะเข้า ไปอยู่ในตัว ก่อกวนการสื่อสารระหว่างหน่วยประสาทของสมอง อันจำเป็นกับการเกิดความเข้าใจและจดจำขึ้นสิ่งที่เขาพบในการศึกษาซึ่งทำกับลิงแอฟริกาก็คือ “แม้แต่สารนี้ในปริมาณเล็กน้อย ก็ยังทำให้การก่อตัวของรอยประสานประสาทในบริเวณของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ เกี่ยวกับการเรียนรู้ เสื่อมโทรมลงอย่างร้ายแรง"

ขวดเหล่านี้จะมีความปลอดภัยในการใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากคุณต้องการเก็บไว้ให้นานขึ้น ก็ต้องไม่นานกว่า 2-3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ ถือว่านานที่สุด และต้องเก็บไว้ให้ห่างจากความร้อนด้วยเช่นกันการล้างขวดน้ำซ้ำๆและล้างโดยการเขย่าขวดนั้น เป็นสาเหตุของการเสื่อมตัวของพลาสติก และเกิดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่จะเข้าไปรวมตัวกับน้ำที่คุณใส่ไว้ในขวดสำหรับดื่มทางที่ดีคุณควรจัดหาขวดสำหรับใส่น้ำ ที่สามารถใช้บรรจุน้ำได้หลายๆครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้อย่างประหยัด แต่อยากให้นึกถึงครอบครัวและตัวของคุณเอง




ผลการศึกษาล่าสุดจาก Harvard School of Public Health (HSPH) ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดโพลีคาร์บอเนตหรือขวดพลาสติกแข็งหรือขวดนมเด็กเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์จะมีสารบีพีเอ (bisphenol A; BPA) เพิ่มขึ้นในปัสสาวะถึงสองในสามส่วน สารจำพวกนี้ใช้มากในอุตสาหกรรมบิสฟีนอลเอและพลาสติกชนิดอื่น มีผลต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ในสัตว์ สำหรับในคนเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและเบาหวาน เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่พบว่าการดื่มน้ำจากขวดโพลีคาร์บอเนตทำให้ปัสสาวะมีสารบีพีเอเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าสารบีพีเอจากขวดบรรจุน้ำดื่มปนเปื้อนเข้าสู่ของเหลวในขวดและหากเราดื่มในปริมาณที่พอเหมาะก็จะทำให้พบสารตัวนี้เพิ่มในปัสสาวะ จะพบสารบีพีเอในขวดโพลีคาร์บอเนตซึ่งเป็นขวดน้ำที่นิยมใช้กันในหมู่เด็กนักเรียน นักท่องเที่ยวและของใครอีกหลายคนแล้วยังพบสารนี้ในขวดนมเด็ก ชิ้นส่วนงานทันตกรรม กาว อลูมิเนียมที่ใช้ใส่อาหาร และเครื่องดื่มกระป๋องอีกด้วย

การศึกษาหลายเรื่องแสดงให้เห็นว่าสารบีพีเอขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อในสัตว์ ตั้งแต่ขัดขวางการเจริญของระบบสืบพันธุ์ การพัฒนาและการจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อบริเวณต่อมน้ำนม ลดการผลิตสเปิร์มในรุ่นลูกรุ่นหลาน และอาจอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการแรกเริ่ม

คาริน บี มิเชล กล่าวว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจาก HSPH และ Harvard Medical School กล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นจากขวดโพลีคาร์บอเนตแค่เพียงอาทิตย์เดียวก็สามารถทำให้ระดับบีพีเอในปัสสาวะเพิ่มขึ้นถึงสองในสามส่วนได้ และหากน้ำในขวดร้อนอย่างกรณีของขวดนมเด็กระดับของสารบีพีเอที่พบในปัสสาวะก็จะมากขึ้น จึงต้องระวังอย่างยิ่งเนื่องจากสารบีพีเอจะขัดขวางการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อในทารกได้มากกว่า

การศึกษานี้ใช้อาสาสมัครจำนวนทั้งสิ้น 77 คน โดยให้อาสาสมัครทำการ ‘ล้างท้อง’ ก่อนด้วยการดื่มน้ำเย็นจากขวดสแตนเลสเป็นเวลา 7 วันเพื่อลดระดับสารบีพีเอในร่างกาย ระหว่างนี้ทีมวิจัยก็จะตรวจสารบีพีเอในปัสสาวะไปด้วย จากนั้นจึงให้ขวดโพลีคาร์บอเนตแก่อาสาสมัครคนละสองขวดและให้อาสาสมัครดื่มน้ำทุกชนิดจากขวดที่เตรียมให้ตลอดสัปดาห์และทำการตรวจปัสสาวะไปด้วย

ผลตรวจแสดงให้เห็นว่า สารบีพีเอในปัสสาวะอาสาสมัครเพิ่มขึ้นถึง 69% หลังดื่มน้ำจากขวดโพลีคาร์บอเนต (ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารบีพีเอที่ตรวจพบในกลุ่มเด็กนักเรียนใกล้เคียงกับคนอเมริกาทั่วไป) การศึกษาก่อนหน้านี้รายงานว่า สารบีพีเอ สามารถปนเปื้อนเข้าสู่ของเหลวในขวดได้ และการศึกษานี้เป็นงานแรกที่แสดงให้เห็นถึงระดับความเข้มข้นของสารบีพีเอในปัสสาวะคน

ที่น่ากังวลก็คือ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ใช้ขวดประเภทนี้ดื่มน้ำเป็นประจำ แถมยังไม่ค่อยยอมล้างขวด และหากเด็กเด็กกรอกน้ำร้อนลงไปก็จะทำให้ได้รับสารบีพีเอเพิ่มมากขึ้น เพราะความร้อนช่วยทำให้สารบีพีเอรั่วไหลออกมามากขึ้น

นับได้ว่าการศึกษานี้เห็นผลพอดีเวลาก็ว่าได้เพราะหลายประเทศกำลังตัดสินใจว่าจะออกมาตรการห้ามใช้บีพีเอในขวดนมเด็กดีหรือไม่ แถมยังช่วยเติมเต็มข้อมูลผลเสียของสารตัวนี้ต่อสุขภาพให้เห็นชัดยิ่งขึ้น หากไม่จำเป็นจริง ๆ ลองลดการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกดูนะ ไม่แน่ว่าสารบีพีเอส่วนใหญ่ในตัวเราอาจมาจากขวดน้ำพลาสติกเหล่านี้ก็ได้ใช่ไหม